Call Service : 02-587-2222

สาระน่ารู้

75% ของรังสี UV คือ UV400/ UVA1 ไม่มีฟิล์มใดในโลกที่สามารถปกป้อง UV 400/UVA1 ได้
UVA1 ไม่ทำร้ายแค่ผิว แต่ทำลายโครงสร้างผิว และ DNA เหี่ยวย่น เป็นกระ ฝ้า และมะเร็งผิวหนัง
ชั้นคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย

 

สาระน่ารู้ / นาซายืนยัน 2016 คือปีที่ร้อนที่สุดในรอบแสนปี!

กลับ

HIGHLIGHTS:

นาซาเปิดเผยรายงานที่ยืนยันว่า อุณหภูมิของโลกในปี 2016 สูงที่สุดตั้งแต่ปี 1880 อย่างไรก็ตามอดีตนักวิทยาศาสตร์นาซา และผู้เชี่ยวชาญอีก 11 คนเผยผลการศึกษาที่ชี้ว่าโลกร้อนที่สุดในรอบ 115,000 ปี สิ่งที่สะท้อนว่าโลกเผชิญปัญหาโลกร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คือ พื้นที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกลดน้อยลงเหลือแค่เพียงกว่า 13% ของพื้นที่ทั้งหมด สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซชนิดอื่นๆ ที่ทำลายชั้นบรรยากาศโลก โดยปี 2016 คือปีที่โลกมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดในรอบ 4 ล้านปี
 
ในปี 2016 เราคนไทยคงรู้สึกตรงกันว่า ฤดูหนาวครั้งที่ผ่านมานั้นสั้นกว่าทุกๆ ปี อุณหภูมิที่สูงขึ้นในไทยสะท้อนสภาพอากาศที่ร้อนทั่วทั้งโลก ทั้งภัยแล้งรุนแรงในแอฟริกา อากาศร้อนที่ทุบสถิติในอินเดีย และในออสเตรเลีย ที่ตอนตี 2 อุณหภูมิยังสูงถึงเกือบ 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวทั่วทั้งโลกเริ่มสะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศชัดเจน และใกล้ตัวเราทุกคนมากขึ้นเรื่อยๆ!
 
 

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และน้ำแข็งขั้วโลกเหลือน้อยเป็นประวัติการณ์

สองปัจจัยที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศคือ อุณหภูมิของเปลือกโลก และการละลายของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งนาซาได้สังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสองอย่างนี้ทั้งภาคพื้นดิน และจากจานดาวเทียม และพบว่าใน 6 เดือนแรกของปี 2016 อุณหภูมิของโลกสูงที่สุดตั้งแต่ปี 1880 หรือ 136 ปีที่แล้ว โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 1.3 องศาเซลเซียส
 
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้อดีตนักวิทยาศาสตร์ของนาซา และผู้เชี่ยวชาญ 11 คนเคยออกมาเปิดเผยรายงานที่ระบุว่า โลกเคยร้อนขนาดนี้ครั้งสุดท้ายก็เมื่อ 115,000 ปีที่แล้ว โดยอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น 0.18 องศาเซลเซียสในทุกๆ สิบปี และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดในรอบ 4 ล้านปี
 
ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2016 ยังพบว่า พื้นที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเหลือน้อยที่สุดตั้งแต่ปี 1979 หรือในรอบ 37 ปี ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของนาซาระบุว่า การละลายของน้ำแข็งนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และคือปัจจัยที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ชัดกว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น
 
การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก และอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นล้วนเกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซชนิดอื่นๆ ที่ไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลก
 
ปกติแล้วพื้นที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกในช่วงที่โลกร้อนที่สุด (ประมาณเดือนกันยายน) จะครอบคลุมประมาณ 40% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งนับว่าน้อยที่สุดตั้งแต่ช่วงปี 1970 อยู่แล้ว แต่พื้นที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกในรอบสิบปีที่ผ่านมาลดลงเหลือเพียง 13.4%
 
นาซายืนยัน 2016 คือปีที่ร้อนที่สุดในรอบแสนปี!

การสำรวจโลกอย่างใกล้ชิดของนาซา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วโครงการ IceBridge ของนาซาเริ่มวัดการละลายของน้ำแข็งจากบนอากาศ โดยบินสำรวจบริเวณแบร์โรว์ (Barrow) และอะแลสกา (Alaska) และพบว่าจุดที่น้ำแข็งละลายและกลายเป็นสระน้ำนั้น พื้นผิวที่กลายเป็นสีดำของบริเวณดังกล่าวจะดูดซับความร้อนจากพระอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งจะเร่งให้น้ำแข็งในขั้วโลกละลายเร็วและมากขึ้นกว่าเดิม
 
นาธาน เคิร์ตซ์ (Nathan Kurtz) นักวิทยาศาสตร์ของโครงการ IceBridge เปิดเผยว่า “ไม่เคยมีใครทำแผนที่การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกที่ลึกและครอบคลุมแบบนี้ ข้อมูลที่เราสะสมจะแสดงให้เห็นปริมาณของน้ำในบริเวณที่น้ำแข็งละลาย ที่จะช่วยบอกเราว่าจะยับยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร”
 
หลักฐานล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำว่า ข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปารีส ที่ทั่วโลกจะเริ่มลงมือในปี 2030 นั้นช้าเกินไป และคำพูดของทรัมป์ที่บอกว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องลวงโลกนั้นก็คงจะผิด

 

มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นรังสี ที่มีพลังงานสูงเกินแสงสีม่วงขึ้นไป หรือแสงอัลตราไวโอเลต อันได้แก่ รังสีเอกซ์ หรือเอกซเรย์ รังสีแกมมา และรังสีคอสมิก อีกด้านหนึ่ง มนุษย์ไม่สามารถมองเห็น ...
อ่านต่อ
รังสี UV เป็นตัวที่เกี่ยวข้องกับพวกเรามากที่สุดในชีวิตประจำวัน เพราะมันสามารถทะลวงผ่านชั้นผิวหนังของเราได้ เป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ตามมา เช่น ผิวหมองคล้ำ ริ้วรอย ตีนกา มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น...
อ่านต่อ
รังสี UV คือรังสีคลื่นความถี่สั้น มีพลังงานมากที่สุดในบรรดารังสีที่ส่องจากดวงอาทิตย์ถึงพื้นโลก UVA และ UVB ส่องถึงพื้นโลกโดยไม่ถูกชั้นบรรยากาศดูดซับเอาไว้และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่ม มากขึ้นเนื่องจากชั้นบรรยากาศที่ถูกทำลาย...
อ่านต่อ